หัวใจเป็นอวัยวะที่ประกอบด้วยกล้ามเนื้อ มีขนาดเท่ากำปั้น ภายในกลวง หัวใจจะอยู่ใต้กระดูกหน้าอก โดยมีตำแหน่งอยู่ในบริเวณส่วนกลางของหน้าอก ค่อนข้างไปทางซ้ายเล็กน้อย
หัวใจมีหน้าที่สูบฉีดโลหิตเพื่อนำพาออกซิเจนและธาตุอาหารไปยังทุกส่วนของร่างกาย หัวใจแบ่งออกเป็น 4 ห้อง มี 2 ห้องบน และ 2 ห้องล่าง หัวใจซีกขวารับโลหิตที่ใช้แล้วจากร่างกาย แล้วสูบฉีดไปยังปอดเพื่อรับออกซิเจน โลหิตที่มีออกซิเจนก็จะกลับไปยังหัวใจด้านซ้าย และก็จะถูกสูบฉีดโลหิตผ่านเส้นเลือดใหญ่ไปยังทุกส่วนของร่างกาย
ลิ้นปิดเปิดในหัวใจมี 4 ลิ้น มีตำแหน่งอยู่ระหว่างหัวใจห้องบนและหัวใจห้องล่าง และที่เส้นเลือดหลักในหัวใจ ลิ้นหัวใจทำหน้าที่กั้นเพื่อให้การสูบฉีดโลหิตไหลไปในทิศทางเดียว
ในขณะที่ร่างกายพักผ่อน หัวใจจะมีอัตราการเต้นประมาณ 60-100 ครั้งต่อนาที การเต้นหรือการบีบตัวแต่ละครั้งเกิดจากตัวกระตุ้นทางกระแสไฟฟ้าซึ่งถูกกระตุ้นโดยเซลล์พิเศษที่ชื่อ SA node กระแสไฟฟ้าที่ถูกกระตุ้นจาก SA node จะเดินทางผ่านชุดเส้นใยนำไฟฟ้าที่อยู่ทั่วทั้งห้องหัวใจ ซึ่งเป็นสาเหตุของการบีบตัวของกล้ามเนื้อหัวใจ
หลอดเลือดหัวใจ
หัวใจต้องการออกซิเจนเช่นเดียวกับอวัยวะอื่นในร่างกาย เพื่อที่จะสามารถทำหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ หลอดเลือดหัวใจ (Coronary arteries) นำโลหิตที่เต็มไปด้วยออกซิเจนไปยังกล้ามเนื้อหัวใจ
หลอดเลือดหัวใจแตกแขนงมาจากหลอดเลือดแดงใหญ่ (Aorta) โดยหลอดเลือดหัวใจจะพาดอยู่บริเวณพื้นผิวของหัวใจ และจะแยกเป็นเส้นเลือดแขนงย่อยมากมายที่นำโลหิตไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจ
โรคหลอดเลือดหัวใจตีบ
โดยปกติแล้ว ผนังภายในหลอดเลือดหัวใจจะมีลักษณะเรียบ การสะสมของชั้นไขมันและตะกอนอื่นๆ ซึ่งเรียกว่า ภาวะการสะสมไขมันภายในผนังหลอดเลือด (atherosclerosis) นั้นเป็นผลเสียต่อหลอดเลือด เนื่องจากจะไปขัดขวางการไหลของโลหิต ซึ่งจะนำไปสู่ปัญหาทางสุขภาพที่ร้ายแรง เช่น อาการเจ็บที่หัวใจอย่างรุนแรง หรือหัวใจวาย
หากเปรียบเทียบง่ายๆ การสะสมไขมันหรือตะกอนในหลอดเลือดก็จะเหมือนกับการสะสมของคราบสนิมในท่อน้ำเก่าๆ มีเพียงโลหิตจำนวนน้อยท่านั้นที่จะไหลผ่านไปได้ จึงเป็นเหตุให้เกิดความไม่สมดุลระหว่างความต้องการออกซิเจนของกล้ามเนื้อหัวใจ กับประสิทธิภาพของหลอดเลือดแคบๆ นี้
หัวใจขาดเลือดคืออะไร
เมื่อหัวใจไม่ได้รับโลหิตที่มีออกซิเจนอย่างพอเพียง ก็จะทำให้เกิดอาการเจ็บปวดที่เรียกว่าหัวใจขาดเลือด (Angina) ซึ่งมีสาเหตุจากการกระตุกในหลอดเลือดหัวใจ อาการดังกล่าวเป็นการเตือนว่าหัวใจต้องการออกซิเจนมากขึ้น
อาการที่แสดงถึงโรคหัวใจขาดเลือดของแต่ละคนจะแตกต่างกันไป เช่น
| เจ็บ ปวด หรือรู้สึกไม่สบาย แน่นท้อง เป็นตะคริว ชา หายใจลำบาก | จุกเสียด แน่นหน้าอก ร้อน เหงื่อแตก วิงเวียนศีรษะ |
อาการดังกล่าวสามารถเกิดขึ้นได้ทั้งในบริเวณหน้าอก ไหล่ หลังส่วนบน แขน คอ ในลำคอ หรือกราม เป็นต้น และอาจเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่รู้สึกเครียด ขณะที่ใช้แรงมากในการทำกิจกรรม หรือหลังมื้ออาหารหนักๆ อย่าละเลยโรคหัวใจขาดเลือด การพักผ่อนและการรักษาด้วยยาเป็นวิธีที่ช่วยลดอาการหัวใจขาดเลือดอย่างได้ผล
หัวใจวายหรือกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลันคืออะไร
หัวใจวายเกิดขึ้นจากมีการอุดตันที่หลอดเลือดหัวใจ เนื่องจากหลอดเลือดหัวใจก็เหมือนกับท่อน้ำที่ต่อไปยังหัวใจ ดังนั้นหากมีลิ่มเลือด การอุดตัน หรือการกระตุกของกล้ามเนื้อก็อาจขัดขวางการไหลของโลหิตไม่ให้เป็นไปอย่างสะดวก หัวใจในส่วนที่ไม่ได้รับออกซิเจนอาจจะถูกทำลายอย่างถาวร การทำลายที่มีต่อกล้ามเนื้อหัวใจเกิดขึ้นเมื่อเซลล์ต่างๆ ในหัวใจอยู่ในภาวะขาดออกซิเจน เซลล์เหล่านี้จึงตายและเกิดเป็นเยื่อพังผืดขึ้นในบริเวณที่ถูกทำลายนี้
กล้ามเนื้อหัวใจของท่านรักษาตัวเองได้อย่างไร
หลังจากมีอาการหัวใจวาย บริเวณกล้ามเนื้อหัวใจที่ถูกทำลายจะได้รับการรักษาด้วยกลไกของร่างกายและเกิดเป็นเนื้อเยื่อพังผืดขึ้นที่บริเวณนั้น หลอดเลือดเล็กๆ สามารถขยายตัวออกได้เพื่อช่วยหล่อเลี้ยงบริเวณรอบๆ เนื้อเยื่อพังผืดหรือบริเวณที่ถูกทำลาย นับตั้งแต่วันที่มีอาการหัวใจวายแล้ว เนื้อเยื่อพังผืดจะเริ่มก่อตัวขึ้นใน 3-4 สัปดาห์ และก่อตัวเป็นเนื้อเยื่อพังผืดถาวรตั้งแต่สัปดาห์ที่ 6 ถึง 3 เดือน การหมุนเวียนของโลหิตแบบใหม่รอบบริเวณที่ถูกทำลายนี้เรียกว่า collateral circulation การออกกำลังกายแบบแอโรบิกจะมีส่วนช่วยสร้างทางเดินโลหิตแบบใหม่นี้ การพักผ่อนและการเพิ่มการทำกิจกรรมทีละเล็กทีละน้อยเป็นกุญแจไปสู่ความสำเร็จ การออกกำลังกายแบบแอโรบิกจะทำให้กล้ามเนื้อหัวใจแข็งแรง และช่วยให้การสูบฉีดโลหิตเป็นไปได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น
ภาวะหัวใจล้มเหลว
ภาวะหัวใจล้มเหลว (Congestive heart failure - CHF) เกิดขึ้นเมื่อหัวใจไม่สามารถสูบฉีดโลหิตให้ไหลเวียนไปทั่วทุกส่วนของร่างกายได้อย่างพอเพียง เมื่อหัวใจอ่อนแอหรือถูกทำลาย ความสามารถในการสูบฉีดโลหิตอาจน้อยลง ผลที่ตามมาคือมีการคั่งของโลหิตในห้องหัวใจ ปอด หรือส่วนอื่นๆ ในร่างกาย
อาการของหัวใจล้มเหลว
- หายใจเข้าได้ลำบาก อาจจะเป็นตลอดเวลา เป็นขณะออกกำลังกายหรือใช้แรงมาก หรือเป็นเฉพาะในเวลากลางคืน
- น้ำหนักตัวเพิ่มอย่างรวดเร็ว โดยเป็นการสะสมของน้ำในร่างกายมากกว่าไขมัน
- มือ เท้า หรือท้องบวม
- เหนื่อยมาก
- ไอแห้ง ไออย่างรุนแรงและบ่อย
- นอนหลับยาก
ท่านสามารถควบคุมอาการเหล่านี้ได้โดย
พบแพทย์เมื่อมีอาการดังกล่าวข้างต้น และรับประทานยาตามแพทย์สั่ง จะช่วยป้องกันอาการบวมน้ำและป้องกันการเพิ่มขึ้นของการหดเกร็งตัวของหัวใจ ชั่งน้ำหนักตัวและบันทึกไว้ทุกวัน ถ้าหากน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นมาอย่างกะทันหันให้รีบติดต่อหรือไปพบแพทย์โดยด่วน ควบคุมไม่ให้รับประทานอาหารที่มีโซเดียม (เกลือ) ตามที่แพทย์ของท่านได้แนะนำไว้ และพักผ่อนเมื่อรู้สึกเหนื่อย สิ่งเหล่านี้จะช่วยให้หัวใจไม่ต้องทำงานหนักจนเกินไป
หัวใจเต้นผิดจังหวะ (Arrhythmia)
ความเสียหายที่เกิดกับหัวใจอาจมีผลต่อระดับของกระแสไฟฟ้าในหัวใจ และทำให้จังหวะการเต้นของหัวใจเปลี่ยนไป ภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ (Arrhythmias) คือการถูกรบกวนซึ่งมีผลให้จังหวะการเต้นของหัวใจเปลี่ยนไป ภาวะดังกล่าวเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ โดยจังหวะที่เปลี่ยนไปนั้นอาจเป็นในลักษณะเต้นช้าเกินไป เร็วเกินไป จังหวะไม่สม่ำเสมอ หรืออาจเกิดอาการทั้งหมดที่กล่าวมา บางกรณีก็จัดเป็นอาการร้ายแรง อาการต่างๆ นี้สามารถรักษาได้ด้วยการใช้ยารับประทาน และอาจต้องผ่าตัดในบางกรณี อาการหัวใจเต้นผิดจังหวะบางประเภทอาจะต้องใช้อุปกรณ์ไฟฟ้าช่วยให้หัวใจเต้นสม่ำเสมอ (pacemaker) อาการหัวใจเต้นผิดจังหวะที่เป็นอันตรายถึงชีวิตอาจต้องรักษาด้วยการปล่อยกระแสไฟฟ้ากระตุ้นหัวใจ (defibrillation) เพื่อทำให้หัวใจกลับมาเต้นในจังหวะปกติอีกครั้ง
สาเหตุของโรคหัวใจคืออะไร
คำถามที่เกี่ยวกับการเป็นโรคหัวใจหลายประเด็นไม่สามารถหาคำตอบได้ แต่ก็มีปัจจัยเสี่ยงที่อาจบ่งชี้ว่าน่าจะมีส่วนในการพัฒนาไปสู่การเป็นโรคหัวใจได้
ปัจจัยเสี่ยงต่อโรคหลอดเลือดหัวใจอุดตันก็คือนิสัยหรือบุคลิกลักษณะเฉพาะบุคคลที่อาจเป็นตัวเพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจ ปัจจัยเสี่ยงแบ่งออกเป็นสองประเภท คือ (1) ปัจจัยเสี่ยงที่ควบคุมได้และสามารถปรับเปลี่ยนได้ และ (2) ปัจจัยเสี่ยงที่ควบคุมไม่ได้และไม่สามารถเปลี่ยนแปลง ควรตระหนักว่าท่านอาจไม่สามารถเปลี่ยนแปลงอายุ เพศ หรือประวัติสุขภาพของคนในครอบครัวได้ แต่ท่านสามารถเปลี่ยนแปลงหรือชะลอโรคด้วยการตั้งใจควบคุมปัจจัยเสี่ยงที่ท่านกำหนดเองได้ ท่านก็จะสามารถป้องกันปัญหาโรคหัวใจที่จะเกิดขึ้นอนาคตได้
ปัจจัยเสี่ยงที่ไม่สามารถควบคุมได้
ประวัติในครอบครัว หากมีประวัติของพ่อ แม่ ปู่ย่าตายาย หรือพี่น้องเป็นโรคหัวใจ ท่านก็มีโอกาสมากที่จะหัวใจวาย รูปแบบการใช้ชีวิตในแต่ละวันก็อาจจัดอยู่ในปัจจัยนี้เช่นเดียวกับเรื่องพันธุกรรม
อายุ 55 ปีขึ้นไป โรคหลอดเลือดหัวใจมีความเกี่ยวเนื่องกับอายุที่เพิ่มขึ้น ไม่ว่าจะเป็นผู้หญิงหรือผู้ชาย ยิ่งมีอายุมากขึ้นเท่าไรก็มีโอกาสเกิดไขมันในผนังหลอดเลือดมากขึ้นเท่านั้น
เพศ จากงานวิจัยแสดงให้เห็นว่า โรคหลอดเลือดหัวใจพบในผู้ชายมากกว่าผู้หญิง ซึ่งอาจจะมีสาเหตุมาจากฮอร์โมนเพศหญิงตัวหนึ่งที่ช่วยควบคุมปริมาณไขมันให้อยู่ในระดับพอดี ซึ่งผู้หญิงในวัยหลังหมดประจำเดือนก็มีความเสี่ยงต่อโรคหัวใจเพิ่มมากขึ้นด้วย
ปัจจัยเสี่ยงที่ควบคุมได้
การสูบบุหรี่ การสูบบุหรี่ก่อให้เกิดมะเร็งปอด หลอดลมอักเสบ และถุงลมโป่งพอง คนที่สูบบุหรี่มีโอกาสเสี่ยงต่อหัวใจวายมากกว่าสองเท่า และมีโอกาสเสียชีวิตจากโรคหัวใจอย่างกะทันหันคิดป็นสองถึงสี่เท่าของคนไม่สูบบุหรี่ นอกจากนี้การสูบบุหรี่ยังเป็นอันตรายต่อสมาชิกในครอบครัวด้วย สารนิโคตินในบุหรี่เป็นสาเหตุที่ทำให้หัวใจทำงานหนักขึ้น เพิ่มอัตราการเต้นของหัวใจ และเพิ่มความดันโลหิตให้สูงขึ้น คาร์บอนมอนนอกไซด์ในควันบุหรี่จะเกาะติดกับฮีโมโกลบินในเลือดได้ง่ายกว่าออกซิเจน ดังนั้นหัวใจอาจจะไม่ได้รับออกซิเจนพอกับความต้องการ นอกจากนี้สารเคมีเหล่านี้ก็อาจจะทำความเสียหายให้กับผนังหลอดเลือดด้วย เพราะฉะนั้นจึงไม่ควรสูบบุหรี่
ความดันโลหิตสูง ความดันโลหิตสูงสามารถกระตุ้นให้กระบวนการของการสะสมไขมันที่ผนังหลอดเลือดเกิดได้เร็วขึ้น และทำให้หัวใจทำงานหนักขึ้น เนื่องจากต้องสูบฉีดโลหิตแรงขึ้นเพื่อจะส่งไปหล่อเลี้ยงทั่วร่างกาย
ความดันโลหิตสูงเป็นปัจจัยที่เพิ่มความเสี่ยงต่ออาการหัวใจวาย หัวใจล้มเหลว หรือภาวะสมองขาดเลือด ท่านสามารถควบคุมความดันโลหิตได้ด้วยการควบคุมอาหาร ออกกำลังกายสม่ำเสมอ รับประทานยาตามที่แพทย์สั่งอย่างเคร่งครัด รู้จักผ่อนคลายและหาวิธีจัดการกับความเครียดที่เกิดขึ้น
โคเลสเตอรอลสูง โคเลสเตอรอลคือไขมันชนิดหนึ่งที่ร่างกายเราสามารถผลิตขึ้นและพบในอาหารบางชนิด เมื่อเริ่มมีภาวะของโรคหลอดเลือดหัวใจเกิดขึ้น พบว่าโคเลสเตอรอลเป็นส่วนประกอบหลักของไขมันที่พบและมีการสะสมในหลอดเลือดหัวใจ ยิ่งมีระดับโคเลสโตรอลในเลือดสูงมากเท่าไหร่ ก็จะยิ่งเป็นการเพิ่มโอกาสการพัฒนาและเติมโตของโรคมากขึ้นเท่านั้น เพื่อรักษาระดับการรักษาระดับโคเลสเตอรอลในเลือดให้เป็นปกติ จึงจำเป็นที่จะต้องวางแผนการรับประทานอาหารโดยเลือกแต่อาหารที่มีไขมันและโคเลสเตอรอลต่ำเท่านั้น
เบาหวาน โรคเบาหวานคือความผิดปกติที่มีระดับน้ำตาลในเลือดสูง สาเหตุเกิดจากร่างกายไม่สามารถผลิตอินซูลินได้ (ฮอร์โมนชนิดหนึ่งที่ช่วยนำน้ำตาลออกจากเลือดไปยังเซลล์ต่างๆ ในร่างกาย) หรืออาจเกิดจากร่างกายต่อต้านอินซูลินที่มีอยู่ การมีภาวะระดับน้ำตาลในเลือดสูงเป็นเวลานานอาจเป็นสาเหตุของการทำลายผนังภายในของหลอดเลือด และยังกระตุ้นให้มีคราบสะสมเกาะภายในผนังหลอดเลือดอีกด้วย
ไลฟ์สไตล์แบบนั่งอยู่กับที่ (Sedentary lifestyle) การไม่ค่อยได้เคลื่อนไหวร่างกายอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจ การออกกำลังกายเป็นประจำมีประโยชน์สุขภาพร่างกายเป็นอย่างมาก เช่น ทำให้กล้ามเนื้อหัวใจแข็งแรงและสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ช่วยลดระดับโคเลสเตอรอล ควบคุมน้ำหนักตัว และยังช่วยลดความเครียดของท่านได้อีกด้วย ถ้าโดยปกติท่านไม่ได้ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ (ประมาณสัปดาห์ละ 3-5 ครั้งเป็นอย่างน้อย) อีกทั้งรูปแบบการทำงานส่วนใหญ่จะนั่งอยู่กับโต๊ะ ไม่ค่อยต้องเคลื่อนไหวร่างกาย แสดงว่าคุณมีไลฟสไตล์แบบนั่งอยู่กับที่
การเริ่มโปรแกรมการออกกำลังกายอย่างปลอดภัยหลังการเกิดอาการหัวใจวายหรือการผ่าตัดบายพาสจะสามารถช่วยให้อาการของท่านดีขึ้นอย่างรวดเร็วและช่วยป้องกันปัญหาโรคหัวใจที่อาจเกิดขึ้นในภายหลังได้ เป็นเรื่องที่สำคัญอย่างมากที่จะออกกำลังกายโดยเริ่มจากการเคลื่อนไหวอย่างช้าๆ ก่อน แล้วจึงค่อยเพิ่มระดับขึ้นทีละน้อย และสนุกกับการออกกำลังกาย หลายคนพบว่าการเข้าร่วมกับโปรแกรมฟื้นฟูสมรรถภาพหัวใจของเรา (ศูนย์ฟื้นฟูสมรรถภาพ-บำรุงราษฎร์) ซึ่งโปรแกรมนี้ได้ออกแบบแนวทางการฟื้นฟูที่ช่วยให้ผู้ป่วยได้เริ่มออกกำลังกายอย่างปลอดภัย และเหมาะกับความจำเป็นของแต่ละบุคคล
ปัจจัยอื่นที่ควรพิจารณาถึง
อาหาร อาหารที่มีไขมันและโคเลสเตอรอลต่ำ ช่วยป้องกันการสะสมไขมันในผนังหลอดเลือด อาหารที่ควรหลีกเลี่ยงคืออาหารที่อุดมไปด้วยไขมันอิ่มตัว เช่น ไขมันจากเนื้อสัตว์ อาหารฟาสต์ฟู้ด เนย และผลิตภัณฑ์จากนมที่ไม่พร่องไขมัน
ความเครียด ความเครียดในเชิงลบจะมีผลต่อสุขภาพร่างกายในหลายๆ ด้าน ตั้งแต่หัวใจวายไปจนถึงปวดศีรษะจากความตึงเครียด พยายามเรียนรู้ที่จะตระหนักถึงการตอบสนองต่อความเครียดของตัวเอง รวมถึงคาดการณ์สถานการณ์ที่เป็นตัวกระตุ้นความเครียดให้ได้ ก็จะสามารถช่วยให้ท่านหลีกเลี่ยงภาวะที่ทำให้เกิดความเครียดได้
ความอ้วน ถ้าอ้วนหรือน้ำหนักตัวมากเกินไป หัวใจของท่านต้องทำงานหนักขึ้นเพื่อส่งโลหิต ออกซิเจน และสารอาหารต่างๆ ไปเลี้ยงเนื้อเยื่อทั่วร่างกาย หากเทียบการทำกิจกรรมประเภทเดียวกัน หัวใจของคนที่มีน้ำหนักตัวมากจะทำงานหนักมากกว่าคนที่มีน้ำหนักตัวอยู่ในเกณฑ์ปกติ การลดน้ำหนักด้วยการออกกำลังกายและควบคุมอาหารสามารถช่วยให้เราควบคุมความเสี่ยงต่อโรคอื่นได้อีกด้วย
การดื่มแอลกอฮอล์ในปริมาณมาก การดื่มแอลกอฮอล์ในปริมาณมากเป็นเวลานานจะมีส่วนทำให้ปริมาณไขมัน (ไตรกลีเซอไรด์) ในเลือดมีระดับสูง และอาจจะทำลายกล้ามเนื้อหัวใจของท่านด้วย จึงเป็นการลดสมรรถภาพของหัวใจในการสูบฉีดเลือดไปยังส่วนอื่นของร่างกาย
ท่านจะทราบได้อย่างไรว่าเป็นโรคหัวใจหรือไม่
โดยทั่วไปแล้ว มักจะไม่มีสัญญาณเตือนว่าได้ป่วยเป็นโรคหัวใจแล้ว แพทย์สามารถใช้การทดสอบสมรรถภาพของหัวใจ เมื่อมีปัญหาด้านหัวใจเกิดขึ้น
ประวัติสุขภาพและการตรวจร่างกาย
การตรวจร่างกายโดยละเอียดช่วยให้ระบุได้ว่าเป็นโรคหัวใจ หรือกำลังจะเริ่มเป็นโรคหัวใจ ประวัติสุขภาพก็เป็นเรื่องสำคัญเช่นเดียวกัน จะมีข้อซักถามหลายๆ ข้อ เช่น ประวัติการสูบบุหรี่ การดื่มแอลกอฮอล์ และนิสัยการออกกำลังกาย ข้อมูลเกี่ยวกับประวัติสุขภาพของตนเองและของบุคคลภายในครอบครัวก็เป็นองค์ประกอบสำคัญเช่นเดียวกัน
การตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (EKG or ECG)
ECG เป็นคำย่อของคำภาษาอังกฤษว่า Electrocardiogram ภาษาไทยเรียกว่าการตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ เป็นการตรวจรูปแบบของจังหวะคลื่นไฟฟ้าหัวใจ แผ่นนำไฟฟ้าจะถูกวางบนหน้าอกเพื่อจับสัญญาณกระแสไฟฟ้า ซึ่งจะพิมพ์ออกมาบนกระดาษกราฟ รูปแบบของสัญญาณที่สม่ำเสมอแสดงว่าหัวใจทำงานปกติ แต่ถ้ามีความแตกต่างในบางจุดของรูปแบบสัญญาณไฟฟ้าก็อาจแสดงว่ามีบริเวณหนึ่งบริเวณใดของหัวใจได้รับบาดเจ็บหรือถูกทำลาย วิธีการตรวจประเภทนี้ไม่ซับซ้อนและสามารถรับการตรวจได้ทั่วไป
การทดสอบสมรรถภาพหัวใจขณะออกกำลังกาย (Exercise Stress Test)
การทดสอบสมรรถภาพหัวใจขณะออกกำลังกายก็คล้ายกับการตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจคือ จะมีแผ่นตะกั่วชุดหนึ่งแปะติดกับหน้าอก มีการบันทึกในขณะที่ออกกำลังกาย เช่น การเดินบนสายพาน หรือการขี่จักรยานอยู่กับที่ การออกกำลังกายนี้จะทำให้อัตราการเต้นของหัวใจเร็วขึ้น และความดันเลือดเพิ่มสูงขึ้น การทดสอบนี้ใช้วัดค่าการตอบสนองของหัวใจต่อความเครียดทางร่างกายด้วย เช่น ความผิดปกติเกี่ยวกับกระแสไฟฟ้าในร่างกาย จำนวนของเลือดที่ไหลไปสู่กล้ามเนื้อหัวใจ และกล้ามเนื้อหัวใจที่ตอบสนองต่อการออกกำลังกาย
การตรวจหาระดับเอนไซม์ในเลือด (Blood enzyme tests)
Cardiac enzymes คือสารที่อยู่ในเซลล์กล้ามเนื้อหัวใจ เมื่อหัวใจถูกทำลาย เอนไซม์ตัวนี้จะถูกปล่อยเข้าสู่กระแสเลือด การตรวจเลือดหาด้วยวิธีการนี้จะแสดงให้เห็นถึงระดับเอนไซม์ที่เพิ่มขึ้นหากคุณมีภาวะหัวใจวาย
การตรวจหัวใจด้วยคลื่นสะท้อนความถี่สูง (Echocardiogram)
การตรวจคลื่นหัวใจด้วยคลื่นสะท้อนความถี่สูงใช้คลื่นเสียงความถี่สูงเพื่อจับภาพเคลื่อนไหวของหัวใจ แพทย์จะศึกษาภาพเพื่อวัดและระบุถึงการทำงานและโครงสร้างของหัวใจ
การตรวจ Radionuclide Scan
Radionuclide Scan เป็นการตรวจโดยใช้รังสีฉีดเข้ากระแสเลือดและไหลเข้าสู่หัวใจ กล้องชนิดพิเศษจะถ่ายภาพหัวใจแสดงบนจอภาพ เพื่อแพทย์จะได้สังเกตเห็นถึงการทำงานที่ผิดปกติของหัวใจของท่าน
การวินิจฉัยด้วยการสวนหัวใจ
การวินิจฉัยด้วยการสวนหัวใจเป็นการตรวจเอ็กซเรย์โดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ โดยสอดสายยางขนาดเล็กเข้าทางหลอดเลือดที่ขาหนีบและสอดไปตามเส้นเลือดที่เข้าสู่หัวใจ สารมีสีชนิดพิเศษจะถูกฉีดผ่านสายยางนี้ เส้นเลือดในบริเวณที่มีภาวะตีบหรืออุดตันก็จะสามารถตรวจพบจากจอภาพเอ็กซเรย์
การรักษา
การรักษาโรคหัวใจมีอยู่หลายวิธี แพทย์จะใช้ปัจจัยหลายๆ ข้อมาพิจารณาร่วมกัน เพื่อที่จะวินิจฉัยว่าควรใช้วิธีใดในการรักษาภาวะหลอดเลือดหัวใจอุดตัน ปัจจัยต่างๆ ที่แพทย์นำมาพิจาณา ได้แก่
- จำนวนของเส้นเลือดที่อุตัน
- บริเวณที่เส้นเลือดอุดตัน
- ประวัติการใช้ยา
- ความต้องการของผู้ป่วย
การรักษาโรคหัวใจโดยใช้ยานั้นมีอยู่หลายชนิด และแต่ละวิธีนั้นก็ส่งผลได้แตกต่างกัน การรักษาด้วยยาบางชนิดจะช่วยลดการทำงานหนักของทำงานของหัวใจ (heart stress) และมีอีกหลายชนิดที่ช่วยเพิ่มสมรรถภาพในการสูบฉีดโลหิตของหัวใจของผู้ป่วย
มัณฑนากรหลอดเลือดหัวใจโดยลูกโป่งถ่างขยายและการใส่ขดลวดถ่างขยายหลอดเลือดหัวใจ (Coronary Angioplasty and Stent Placement)
มัณฑนากรหลอดเลือดหัวใจโดยลูกโป่งถ่างขยาย (PTCA) และการใส่ขดลวดถ่างขยายหลอดเลือดหัวใจ เป็นการรักษาวิธีหนึ่งที่ใช้เปิดจุดอุดตันในหลอดเลือดจากภายในหลอดเลือด โดยใช้วิธีเดียวกับการวินิจฉัยด้วยการสวนหัวใจ คือจะสอดสายยางเข้าทางเส้นเลือดที่ขาหนีบหรือที่แขน และสอดไปตามเส้นเลือดสู่หัวใจ ตรงปลายสายยางนี้จะมีลูกโป่งขนาดเล็กอยู่ เมื่อสายยางจะทะลุผ่านหลอดเลือดที่อุดตันอยู่ ก็จะถูกทำให้ขยายตัวเพื่อขยายหลอดเลือดและเปิดทางให้กับการไหลของโลหิต ถ้าอยู่ในบริเวณที่สามารถทำได้ก็จะฝังขดลวดขยายหลอดเลือด (stent) ขดลวดนี้ทำหน้าที่เป็นโครงในหลอดเลือดตรงส่วนที่อุดตัน เพื่อเปิดให้หลอดเลือดขยายออกได้ดีขึ้น
การผ่าตัดเปิดหัวใจ
การผ่าตัดเปิดหัวใจจะใช้ในการรักษาผู้ป่วยที่มีการไหลเวียนของเลือดเปลี่ยนไปอันเนื่องมาจากโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ โรคลิ้นหัวใจ หรือปัญหาโรคหัวใจอื่นๆ การผ่าตัดหัวใจแบบธรรมดาได้แก่
- การตัดต่อหลอดเลือดเลี้ยงหัวใจ
- การผ่าตัดเปลี่ยนหรือซ่อมแซมลิ้นหัวใจ
- การผ่าตัดปิดรูรั่วผนังหัวใจช่องบน
- การผ่าตัดกล้ามเนื้อหัวใจ
- การผ่าตัดโรคหลอดเลือดแดงโป่งพอง
การตัดต่อหลอดเลือดเลี้ยงหัวใจเป็นการผ่าตัดเพื่อใช้เส้นเลือดดำจากร่างกายมาต่อโดยข้ามผ่านเส้นเลือดแดงหลักที่มีการอุดตัน หลอดเลือดที่นำมาใช้ ได้แก่ หลอดเลือดดำที่ขา (saphenous vein) หลอดเลือดแดงจากหน้าอก (internal mammary artery) หลอดเลือดบริเวณปลายแขนด้านใน (radial artery) หรือหลอดเลือดแดงที่ไปเลี้ยงกระเพาะ (Gastroepiploic artery) แพทย์ผู้เชี่ยวชาญของท่านจะเป็นผู้ตัดสินใจว่าจะเลือกใช้หลอดเลือดจากส่วนไหนมาใช้ในการผ่าตัด ซึ่งจะขึ้นอยู่กับจำนวนและตำแหน่งที่เกิดการอุดตันเป็นหลัก การผ่าตัดบายพาสนี้จะช่วยเพิ่มการไหลเวียนของเลือดไปสู่กล้ามเนื้อหัวใจ เพื่อบรรเทาอาการปวดรุนแรงบริเวณหัวใจ และช่วยให้หัวใจทำหน้าที่ได้ดีขึ้น
การผ่าตัดเปลี่ยนและซ่อมแซมลิ้นหัวใจ (Heart valve surgery)
ลิ้นหัวใจอาจมีอาการผิดปกติหรือถูกทำลายตั้งแต่กำเนิด การติดเชื้อ (ไข้รูมาติกหรือไข้ดำแดง) และมีอาการแย่ลงเมื่ออายุมากขึ้น รอยแผลหรือความหนาเกิดขึ้นกับลิ้นหัวใจ จะทำให้ลิ้นหัวใจเปิดยากขึ้น หรือไม่สามารถปิดได้สนิท ลิ้นหัวใจที่ถูกทำลายอาจจะซ่อมแซมได้ แต่โอกาสที่จะต้องเปลี่ยนลิ้นหัวใจมีมากว่า โดยอาจเป็นลิ้นหัวใจเทียมที่ทำจากวัสดุหรือที่ทำจากเนื้อเยื่อคนหรือสัตว์มากกว่าก็ได้
การผ่าตัดปิดรูรั่วผนังหัวใจด้านบน (Atrial septum defect)
Atrial septum คือผนังกั้นห้องหัวใจด้านบน รูรั่วที่ผนังหัวใจด้านบน (ASD) คือภาวะที่มีช่องเปิดที่ผนังหัวใจด้านบน หรือที่เรียกว่า "รูรั่วภายในหัวใจ" ซึ่งเป็นภาวะการไม่เจริญเป็นผนังปิดที่สมบูรณ์ตั้งแต่ช่วงที่เป็นทารกอยู่ในครรภ์ การผ่าตัดปิดรูรั่วก็เพื่อให้โลหิตได้ไหลเวียนผ่านห้องหัวใจต่างๆ ได้ตามเส้นทางที่ควรจะเป็น
ที่มา:https://www.bumrungrad.com/mens-health-center/th/heart.aspx
งานเพิ่มเติม
อุปสงค์ คือ การเสนอเลือกซื้อสินค้าในปริมาณที่ผู้บริโภคต้องการ ในราคาต่างๆ ในเวลาใดเวลาหนึ่ง มีความต้องการจงใจที่จะซื้อ และความสามารถที่จะซื้อในช่วงเวลานั้น
ดังนั้นแล้วจึงเป็นความต้องการที่สามารถ ซื้อได้จริงตอบสนองความต้องการของผู้บริโภค ซึ่งจะต้องมีความต้องอย่างและมีเงินที่จะจ่ายได้
ปัจจัยที่กำหนดอุปสงค์
การที่ผู้บริโภคต้องการที่จะซื้อสินค้าหรือบริการในชระยะเวลาใดระยะเวลาหนึ่ง จะมีมากน้อยซึ่งขึ้นอยู่กับปัจจัยต่างๆ ดังนี้
2. ระดับรายได้ของผู้บริโภค
3. ราคาสินค้าและบริการชนิดอื่นๆที่เกี่ยวข้อ
4. รสนิยของผู้บริโภค
5. จำนวนประชากร
6. การโฆษณา
7. ช่วงระยะเวลาหรือฤดูกาล เป็นต้น
สำหรับปัจจัยดังกล่าวสามารถที่จะอธิบายได้ดังนี้
ราคาสินค้า เป็นปัจจัยหนึ่งที่มีผลต่อผู้บริโภค เนื่องจากต้องการใช้สินค้าทำให้เกิดความพึ่งพอใจสูงสุด ดังนั้นหากราคาสินค้ามีราคาเพิ่มขึ้น ก็จะซื้อสินค้าชนิดนั้นน้อยลง แต่ถ้าการาคาสินค้านั้นลดลงก็จะทำให้มีการซื้อสินค้าชนิดนั้นเพิ่มมากขึ้น ซึ่งขึ้นอยู่กับเหตุปัจจัยอื่นๆ อย่างเช่นสินค้าชนิดเดียวกันใช้แทนกันได้อย่างเช่นเนื้อไก่ราคาถูกกว่าเนื้อหมูจะมาซื้อเนื้อไก่แทน หรือว่าสินค้าที่มีความเกี่ยวข้องกัน
รายได้ของผู้บริโภค โดยสินค้าทั่วไปนั้นหากรายได้ของผู้บริโภคนั้นสูงก็จะสินค้าจำนวนนั้นมากหากรายได้ของผู้บริโภคน้อยก็จะทำให้เลือกซื้อสินค้านั้นน้อยลงเช่นกัน ยิ่งเป็นสินสินค้าสิ้นเปืองด้วยแล้วหรืออาจจะไม่ซื้อเลย แต่หากเป้นสินค้าที่มีความจำเป็นในการดำเนินใช้ชีวิตประจำวันแล้วอาจจะจำเป็นต้องซื้อ
ราคาสินค้าอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง เป็นตัวกำหนดปัจจัย หากสินค้าที่มีสองชนิดสามารถทดแทนกันได้อาจจะต้องเลือกสินค้าชนิดอื่นที่มีราคาถูกกว่าที่สามารถแทนกันได้
รสนิยมของผู้บริโภค สำหรับสรนิยมแล้วมีความต้องการในช่วงระยะเวลาใดระยะเวลาหนึ่ง แต่สินค้าชนิดนั้น และอาจจะไม่นิยมในช่วงระยะเวลาต่อมาก็ได้
จำนวนประชากร ซึ่งมีความต้องการที่มีน้อยขึ้นอยู่กับจำนวนและช่วงอายุที่มีความต้องการสินค้าชนิดนั้นๆ หากมีจำนวนมากก็จะทำให้สินค้าจำหน่ายได้มากขึ้นด้วย
การโฆษณา การโฆษณาเป็นการประชาสัมพันธ์ ให้กับผู้บริโภคได้รับทราบและข้อมูลเกี่ยวกับสินค้าและบริการ
ฤดูกาล ในช่วงของฤดูกาลอาจจะทำให้เกิดการเปลี่ยนของการตัดสินใจซื้อสินค้า อย่างเช่น พัดลม เครื่องปรับน้ำอุ่น ร่ม เป็ฯต้นซึ่งมีความต้องการและความจำเป็นในช่วงฤดูกาลเท่านั้น
ราคาสินค้า เป็นปัจจัยหนึ่งที่มีผลต่อผู้บริโภค เนื่องจากต้องการใช้สินค้าทำให้เกิดความพึ่งพอใจสูงสุด ดังนั้นหากราคาสินค้ามีราคาเพิ่มขึ้น ก็จะซื้อสินค้าชนิดนั้นน้อยลง แต่ถ้าการาคาสินค้านั้นลดลงก็จะทำให้มีการซื้อสินค้าชนิดนั้นเพิ่มมากขึ้น ซึ่งขึ้นอยู่กับเหตุปัจจัยอื่นๆ อย่างเช่นสินค้าชนิดเดียวกันใช้แทนกันได้อย่างเช่นเนื้อไก่ราคาถูกกว่าเนื้อหมูจะมาซื้อเนื้อไก่แทน หรือว่าสินค้าที่มีความเกี่ยวข้องกัน
รายได้ของผู้บริโภค โดยสินค้าทั่วไปนั้นหากรายได้ของผู้บริโภคนั้นสูงก็จะสินค้าจำนวนนั้นมากหากรายได้ของผู้บริโภคน้อยก็จะทำให้เลือกซื้อสินค้านั้นน้อยลงเช่นกัน ยิ่งเป็นสินสินค้าสิ้นเปืองด้วยแล้วหรืออาจจะไม่ซื้อเลย แต่หากเป้นสินค้าที่มีความจำเป็นในการดำเนินใช้ชีวิตประจำวันแล้วอาจจะจำเป็นต้องซื้อ
ราคาสินค้าอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง เป็นตัวกำหนดปัจจัย หากสินค้าที่มีสองชนิดสามารถทดแทนกันได้อาจจะต้องเลือกสินค้าชนิดอื่นที่มีราคาถูกกว่าที่สามารถแทนกันได้
รสนิยมของผู้บริโภค สำหรับสรนิยมแล้วมีความต้องการในช่วงระยะเวลาใดระยะเวลาหนึ่ง แต่สินค้าชนิดนั้น และอาจจะไม่นิยมในช่วงระยะเวลาต่อมาก็ได้
จำนวนประชากร ซึ่งมีความต้องการที่มีน้อยขึ้นอยู่กับจำนวนและช่วงอายุที่มีความต้องการสินค้าชนิดนั้นๆ หากมีจำนวนมากก็จะทำให้สินค้าจำหน่ายได้มากขึ้นด้วย
การโฆษณา การโฆษณาเป็นการประชาสัมพันธ์ ให้กับผู้บริโภคได้รับทราบและข้อมูลเกี่ยวกับสินค้าและบริการ
ฤดูกาล ในช่วงของฤดูกาลอาจจะทำให้เกิดการเปลี่ยนของการตัดสินใจซื้อสินค้า อย่างเช่น พัดลม เครื่องปรับน้ำอุ่น ร่ม เป็ฯต้นซึ่งมีความต้องการและความจำเป็นในช่วงฤดูกาลเท่านั้น
ฟังก์ชั่นอุปสงค์ คือสมการที่แสดงความสัมพันธ์ทางคณิตศาสตร์ระหว่าปริมาณความต้องการสินค้าของผู้บริโภคที่มีผลกับปัจจัยอื่นๆที่ได้กล่าวมาข้างต้น สำหรับการศึกษาในเบื้องต้นนั้น จะใช้ปัจจัยในการศึกษามาบางตัวเท่านั้น หากศึกษาในเชิงลึกต้องเข้าใจส่วนนี้ก่อน
โดย Qx = f(Px,Y,Py,T,…) คือระบบความต้องการสินค้าและบริการ
1. ราคาสินค้าชนิดนั้น (Px)
2. ระดับรายได้ของผู้บริโภค (Py)
3. ราคาสินค้าและบริการชนิดอื่นๆที่เกี่ยวข้อ (Pz)
4. รสนิยของผู้บริโภค (T)
5. จำนวนประชากร (P)
6. การโฆษณา (A)
7. ช่วงระยะเวลาหรือฤดูกาล (S)
โดยมีการแบ่งการศึกษาได้ 3 ส่วนดังนี้
1. อุปสงค์ต่อราคา คือ ความต้องการซื้อสินค้าชนิดในชนิดหนึ่งที่ผู้ซื้อต้องการซื้อระดับราคาต่างๆ ในเวลาใดเวลาหนึ่งโดยให้ปัจจัยอื่นๆ คงนี้ โดยใช้สูตรดังนี้
Qx = f(Px)
2.อุปสงค์ต่อรายได้ คือ รายได้ของผู้บริโภคมีผลต่อปริมาณการซื้อสินค้าชนิดใดชนิดหนึ่งในระดับราคาต่างๆ โดยให้ปัจจัยอื่นๆคงที่
Qx = f(Py)
3.อุปสงค์ต่อราคาสินชนิดอื่น คือ ปริมาณสินค้าชิดใดชนิดหนึ่งที่มีความเกี่ยวข้อง กับผู้ต้องการซื้อสินคเชนิดนั้น และมีสินค้าชนิดอื่นที่เกี่ยวข้องนั้นได้เปลี่ยนแปลง โดยให้ปัจจัยสินค้าชนิดอื่นนั้นคงที่
Qx = f(Pz)
1. อุปสงค์ต่อราคา คือ ความต้องการซื้อสินค้าชนิดในชนิดหนึ่งที่ผู้ซื้อต้องการซื้อระดับราคาต่างๆ ในเวลาใดเวลาหนึ่งโดยให้ปัจจัยอื่นๆ คงนี้ โดยใช้สูตรดังนี้
Qx = f(Px)
2.อุปสงค์ต่อรายได้ คือ รายได้ของผู้บริโภคมีผลต่อปริมาณการซื้อสินค้าชนิดใดชนิดหนึ่งในระดับราคาต่างๆ โดยให้ปัจจัยอื่นๆคงที่
Qx = f(Py)
3.อุปสงค์ต่อราคาสินชนิดอื่น คือ ปริมาณสินค้าชิดใดชนิดหนึ่งที่มีความเกี่ยวข้อง กับผู้ต้องการซื้อสินคเชนิดนั้น และมีสินค้าชนิดอื่นที่เกี่ยวข้องนั้นได้เปลี่ยนแปลง โดยให้ปัจจัยสินค้าชนิดอื่นนั้นคงที่
Qx = f(Pz)
กฎของอุปสงค์ (Law of Demand)
ปริมาณการซื้อสินค้าชนิดหนึ่งมีการเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางตรงกันข้ามกับราคาสินค้าชนิดนั้นเสมอ ในเมื่อสินค้ามีราคาสูงขึ้นผู้บริโภคก็จะซื้อสินค้าชนินั้นน้อยลง แลเมื่อราคาสินค้าชนิดนั้นลดลงผู้บริโภคก็จะซื้อสินค้าชนิดนั้นเพิ่มมากขึ้น นั้นก็คือการเปลี่ยนแปลงในทางตรงกันข้าม โดยที่ปัจจัยอื่นไม่มีการเปลี่ยนแปลง แต่หากว่าสินค้าชนิดอื่นได้มีการเปลี่ยนแปลงไปก็จะสงผลกระทบให้การซื้อมีการเปลี่ยนแปลงไปเช่นกัน โดยมีการกำหนดอยู่ 2 สาหตุคือ
1. ผลทางรายได้ที่แท้จริง ในขณะที่มีรายได้เท่าเดิมจะทำให้การซื้อสินค้าชนิดนั้นลดลงแต่ถ้าผู้บริโภคมีรายได้ที่เพิ่มขึ้นอาจจะทำให้การซื้อสินค้าชนิดนั้นมากขึ้นเพราะว่าผู้ซื้อมีกำลังการซื้อที่มากขึ้นนั้นเอง
2. สินค้าทดแทนกัน หากผู้บริโภคจะซื้อสินค้าชนิดนั้นตาราคาสูงขั้นจะทำให้หันมาซื้อสินค้าที่สามารถทดแทนกันได้ที่มีราคาต่ำกว่าและมีทดแทนกันได้ แต่ถ้าสินค้านั้นมีราคราที่สูงขึ้นก็จะทำให้ผู้บริโภคซื้อสินค้าชนิดนั้นมากขึ้นไป
ปริมาณการซื้อสินค้าชนิดหนึ่งมีการเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางตรงกันข้ามกับราคาสินค้าชนิดนั้นเสมอ ในเมื่อสินค้ามีราคาสูงขึ้นผู้บริโภคก็จะซื้อสินค้าชนินั้นน้อยลง แลเมื่อราคาสินค้าชนิดนั้นลดลงผู้บริโภคก็จะซื้อสินค้าชนิดนั้นเพิ่มมากขึ้น นั้นก็คือการเปลี่ยนแปลงในทางตรงกันข้าม โดยที่ปัจจัยอื่นไม่มีการเปลี่ยนแปลง แต่หากว่าสินค้าชนิดอื่นได้มีการเปลี่ยนแปลงไปก็จะสงผลกระทบให้การซื้อมีการเปลี่ยนแปลงไปเช่นกัน โดยมีการกำหนดอยู่ 2 สาหตุคือ
1. ผลทางรายได้ที่แท้จริง ในขณะที่มีรายได้เท่าเดิมจะทำให้การซื้อสินค้าชนิดนั้นลดลงแต่ถ้าผู้บริโภคมีรายได้ที่เพิ่มขึ้นอาจจะทำให้การซื้อสินค้าชนิดนั้นมากขึ้นเพราะว่าผู้ซื้อมีกำลังการซื้อที่มากขึ้นนั้นเอง
2. สินค้าทดแทนกัน หากผู้บริโภคจะซื้อสินค้าชนิดนั้นตาราคาสูงขั้นจะทำให้หันมาซื้อสินค้าที่สามารถทดแทนกันได้ที่มีราคาต่ำกว่าและมีทดแทนกันได้ แต่ถ้าสินค้านั้นมีราคราที่สูงขึ้นก็จะทำให้ผู้บริโภคซื้อสินค้าชนิดนั้นมากขึ้นไป
เส้นอุปสงค์ เป็นเส้นที่แสดงถึงความสัมพันธ์ ระหว่างราคาสินค้าราคาสินค้าและปริมาณของผู้บริโภคต้องการซื้อ มีการกำหนดราคาและปริมาณในระดับต่างๆ โดยนำข้อมูลจากตางรางดังนี้
ตารางแสดงปริมาณความสัมพันธ์ระหว่างราคาสินค้าและปริมาณที่ซื้อ
ราคา
|
ปริมาณ
|
10
|
6
|
8
|
5
|
6
|
4
|
4
|
3
|
ที่มา:Accountclub.net
อุปทาน (supply) หมายถึงปริมาณความต้องการเสนอขายสินค้าหรือบริการชนิดใดชนิดหนึ่ง ที่ผู้ผลิตหรือผู้ประกอบการมีความเต็มใจที่จะเสนอขาย และสามารถจัดหามาขายหรือให้บริการได้ในขณะใดขณะหนึ่ง ณ ระดับราคาต่างๆที่ตลาดกำหนดมาให้ จากความหมายของอุปทาน จะเห็นได้ว่าอุปทานประกอบด้วย 2 ส่วนสำคัญ คือ
1. ความเต็มใจที่จะเสนอขายหรือให้บริการ (willingness) กล่าวคือ ณ ระดับราคาต่างๆ ที่ตลาดกำหนดมาให้ ผู้ผลิตหรือผู้ประกอบการมีความยินดีหรือเต็มใจที่จะเสนอขายสินค้าหรือให้บริการตามความต้องการซื้อของผู้บริโภค
2. ความสามารถในการจัดหามาเสนอขายหรือให้บริการ (ability to sell) กล่าวคือ ผู้ผลิต หรือผู้ประกอบการจะต้องจัดหาให้มีสินค้าหรือบริการอย่างเพียงพอที่จะตอบสนองความต้องการซื้อของผู้บริโภค ณ ระดับราคาของตลาดในขณะนั้นๆ (สามารถเสนอขายหรือให้บริการได้)
เมื่อกล่าวถึงคำว่า อุปทาน จะเป็นการมองทางด้านของผู้ผลิตซึ่งตรงข้ามกับอุปสงค์ที่เป็นการมองทางด้านของผู้บริโภค ในทางเศรษฐศาสตร์แล้ว ความสัมพันธ์ของราคาสินค้าที่มีต่ออุปทานของสินค้านั้นจะเป็นไปตามกฎของอุปทาน (Law of Supply)
กฎของอุปทาน
กฎของอุปทาน กล่าวว่า ภายใต้ข้อสมมติว่าปัจจัยตัวอื่นๆที่มีผลต่ออุปทานมีค่าคงที่ ปริมาณอุปทานของสินค้าชนิดใดชนิดหนึ่งจะเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางเดียวกันกับราคาของสินค้าชนิดนั้น
กล่าวคือ เมื่อราคาสินค้าสูงขึ้นปริมาณอุปทานจะเพิ่มขึ้น เนื่องจากผู้ผลิตมีความต้องการที่จะเสนอขายมากขึ้น เพราะคาดการณ์ว่าจะได้กำไรสูงขึ้น ในทางกลับกัน เมื่อราคาสินค้าลดลงปริมาณอุปทานจะน้อยลง เนื่องจากคาดการณ์ว่ากำไรที่ได้จะลดลง ลักษณะทั่วไปของเส้นอุปทานจึงเป็นเส้นที่มีลักษณะที่ลากเฉียงขึ้นจากซ้ายไปขวา
ที่มา:L3Nr
ระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์
ระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ หรือระบบเน็ตเวิร์ก คือ กลุ่มของคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ต่างๆ ที่ถูกนำมาเชื่อมต่อกันเพื่อให้ผู้ใช้ในเครือข่ายสามารถติดต่อสื่อสาร แลกเปลี่ยนข้อมูล และใช้อุปกรณ์ต่างๆ ในเครือข่ายร่วมกันได้"เครือข่ายนั้นมีหลายขนาด ตั้งแต่ขนาดเล็กที่เชื่อมต่อกันด้วยคอมพิวเตอร์เพียงสองสามเครื่อง เพื่อใช้งานในบ้านหรือในบริษัทเล็กๆ ไปจนถึงเครือข่ายขนาดใหญ่ที่เชื่อมต่อกันทั่วโลก ส่วน Home Network หรือเครือข่ายภายในบ้าน ซึ่งเป็นระบบ LAN ( Local Area Network) เป็นระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ขนาดเล็กๆ หมายถึง การนำเครื่องคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ มาเชื่อมต่อกันในบ้าน สิ่งที่เกิดตามมาก็คือประโยชน์ในการใช้คอมพิวเตอร์ด้านต่างๆ เช่น
- การใช้ทรัพยากรร่วมกัน หมายถึง การใช้อุปกรณ์ต่างๆ เช่น เครื่องพิมพ์ร่วมกัน กล่าวคือ มีเครื่องพิมพ์เพียงเครื่องเดียว ทุกคนในเครือข่ายสามารถใช้เครื่องพิมพ์นี้ได้ ทำให้สะดวกและประหยัดค่าใช้จ่าย เพราะไม่ต้องลงทุนซื้อเครื่องพิมพ์หลายเครื่อง (นอกจากจะเป็นเครื่องพิมพ์คนละประเภท)
- การแชร์ไฟล์ เมื่อคอมพิวเตอร์ถูกติดตั้งเป็นระบบเน็ตเวิร์กแล้ว การใช้ไฟล์ข้อมูลร่วมกันหรือการแลกเปลี่ยนไฟล์ทำได้อย่างสะดวกรวดเร็ว ไม่ต้องอุปกรณ์เก็บข้อมูลใดๆ ทั้งสิ้นในการโอนย้ายข้อมูลตัดปัญหาเรื่องความจุของสื่อบันทึก ยกเว้นอุปกรณ์ในการจัดเก็บข้อมูลหลักอย่างฮาร์ดดิสก์ หากพื้นที่เต็มก็คงต้องหามาเพิ่ม
- การติดต่อสื่อสาร โดยคอมพิวเตอร์ที่เชื่อมต่อเป็นระบบเน็ตเวิร์ก สามารถติดต่อพูดคุยกับเครื่องคอมพิวเตอร์อื่น โดยอาศัยโปรแกรมสื่อสารที่มีความสามารถใช้เป็นเครื่องคอมพิวเตอร์ได้เช่น เดียวกัน หรือการใช้อีเมล์ภายในก่อให้เครือข่าย Home Network หรือ Home Office จะเกิดประโยชน์นี้อีกมากมาย
- การใช้อินเทอร์เน็ตร่วมกัน คอมพิวเตอร์ทุกเครื่องที่เชื่อมต่อในระบบเน็ตเวิร์กสามารถใช้งานอินเทอร์เน็ตได้ทุกเครื่อง โดยมีโมเด็มตัวเดียว ไม่ว่าจะเป็นแบบอนาล็อกหรือแบบดิจิตอลอย่าง ADSL ยอดฮิตในปัจจุบัน
ระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ได้กลายเป็นส่วนหนึ่งขององค์กร สถาบันการศึกษาและบ้านไปแล้วการใช้ทรัพยากรร่วมกันได้ทั้งไฟล์ เครื่องพิมพ์ ต้องใช้ระบบเครือข่ายเป็นพื้นฐาน ระบบเครือข่ายจะหมายถึง การนำคอมพิวเตอร์ตั้งแต่ 2 เครื่องขึ้นไปมาเชื่อมต่อกันเพื่อจะทำการแชร์ข้อมูล และทรัพยากรร่วมกัน เช่น ไฟล์ข้อมูลและเครื่องพิมพ์ ระบบเครือข่ายสามารถแบ่งออกเป็น 3 ประเภท ด้วยกันคือ
1. LAN (Local Area Network)
ระบบเครื่องข่ายท้องถิ่น เป็นเน็ตเวิร์กในระยะทางไม่เกิน 10 กิโลเมตร ไม่ต้องใช้โครงข่ายการสื่อสารขององค์การโทรศัพท์ คือจะเป็นระบบเครือข่ายที่อยู่ภายในอาคารเดียวกันหรือต่างอาคาร ในระยะใกล้ๆพัฒนาการของระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์เกิดจากการเชื่อมต่อเทอร์มินอล (Terminal)เข้ากับเครื่องคอมพิวเตอร์เมนเฟรม (Mainfram Computer) หรือเชื่อมต่อกับมินิคอมพิวเตอร์ (Mini Computer) ซึ่งการควบคุมการสื่อสารและการประมวลผลต่างๆจะถูกควบคุมและดำเนินการโดยเครื่องเมนเฟรมหรือมินิคอมพิวเตอร์ซึ่งอาจเรียกอีกอย่างว่าโฮสต์ (Host) โดยมีการเชื่อมโยงระหว่างโฮสต์กับเทอร์มินอล ส่วนเทอร์มินอลทำหน้าที่เป็นเพียงจุดรับข้อมูล และ แสดงข้อมูลเท่านั้น
สำหรับเครือข่ายในปัจจุบันมีการทำงานที่มีประสิทธิภาพและคล่องตัวมากยิ่งขึ้น ทั้งการเข้าถึงและการใช้งานทรัพยากรที่มีอยู่บนเครือข่าย เช่น เครื่องพิมพ์ ดิสก์ หรืออุปกรณ์อื่น ๆ ซึ่งปัจจุบันเรียกเทอร์มินอลที่มีความสามารถเล่านี้ว่าโหนด(Node)ลักษณะการกระจายการทำงานแบบการกระจายศูนย์ (Distributed System) ซึ่งเป็นการกระจายภาระ และหน้าที่การทำงานไปโหนดบนเครือข่ายทั้งภายใน และภายนอกหน่วยงาน ซึ่งจะช่วยลดภาระการทำงาน ของโฮสต์ลงได้เป็นอย่างมาก
ปัจจุบันมีการใช้งานเครือข่ายระยะใกล้ หรือเรียกอีกอย่างว่าเครือข่ายท้องถิ่น (LAN หรือ Local Area Network) อย่างแพร่หลายในเกือบทุกหน่วยงาน จนเปรียบเสมือนปัจจัยในการทำงานของสำนักงานทั่ว ๆ ไป เช่นเดียวกับเครื่องพิมพ์ดีด หรือเครื่องถ่ายเอกสารบุคคลากรเกือบทุกคนในหน่วยงานจะมี เครื่องคอมพิวเตอร์อย่างน้อย 1 เครื่อง เพื่อใช้งานในด้านต่างๆ นอกจากนี้อาจจะมีการเชื่อมโยงกับเครื่องคอมพิวเตอร์ หรืออุปกรณ์ทางคอมพิวเตอร์กับระบบงานอื่น ภายในหน่วยงานเดียวกันภายในตึกเดียวกัน หรือภายในองค์กรเดียวกัน การเชื่อมโยงในลักษณะนี้เปรียบเสมือนการเชื่อมโยงประสานการทำงานของหน่วยงานหรือ องค์กรเข้าด้วยกัน ซึ่งเรียกการเชื่อมโยงลักษณะนี้ว่าเครือข่ายท้องถิ่น
สรุปแล้วเครือข่ายระยะใกล้ หรือเครือข่ายท้องถิ่น (LAN)เป็นรูปแบบการทำงานของระบบเครือข่ายแบบหนึ่ง ที่ช่วยให้เครื่องคอมพิวเตอร์ (Computer) เครื่องพิมพ์ (Printer) และอุปกรณ์ใช้งานทางคอมพิวเตอร์ต่าง ๆ สามารถเชื่อมโยงเอกสาร ส่งข้อมูลติดต่อใช้งานร่วมกันได้ การติดต่อสื่อสารของอุปกรณ์ จะอยู่ในบริเวณแคบ โดยทั่วไปมีระยะทางไม่เกิน 10 กิโลเมตร เช่น ภายในอาคารสำนักงานภายในคลังสินค้า โรงงาน หรือระหว่างตึกใกล้ ๆ เชื่อมโยงด้วย สายสื่อสารจึงทำให้มีความเร็วในการสื่อสารข้อมูลด้วยความเร็วสูงมาก และมีความผิดพลาดของข้อมูลต่ำ
ระบบเครื่องข่ายท้องถิ่น เป็นเน็ตเวิร์กในระยะทางไม่เกิน 10 กิโลเมตร ไม่ต้องใช้โครงข่ายการสื่อสารขององค์การโทรศัพท์ คือจะเป็นระบบเครือข่ายที่อยู่ภายในอาคารเดียวกันหรือต่างอาคาร ในระยะใกล้ๆพัฒนาการของระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์เกิดจากการเชื่อมต่อเทอร์มินอล (Terminal)เข้ากับเครื่องคอมพิวเตอร์เมนเฟรม (Mainfram Computer) หรือเชื่อมต่อกับมินิคอมพิวเตอร์ (Mini Computer) ซึ่งการควบคุมการสื่อสารและการประมวลผลต่างๆจะถูกควบคุมและดำเนินการโดยเครื่องเมนเฟรมหรือมินิคอมพิวเตอร์ซึ่งอาจเรียกอีกอย่างว่าโฮสต์ (Host) โดยมีการเชื่อมโยงระหว่างโฮสต์กับเทอร์มินอล ส่วนเทอร์มินอลทำหน้าที่เป็นเพียงจุดรับข้อมูล และ แสดงข้อมูลเท่านั้น
สำหรับเครือข่ายในปัจจุบันมีการทำงานที่มีประสิทธิภาพและคล่องตัวมากยิ่งขึ้น ทั้งการเข้าถึงและการใช้งานทรัพยากรที่มีอยู่บนเครือข่าย เช่น เครื่องพิมพ์ ดิสก์ หรืออุปกรณ์อื่น ๆ ซึ่งปัจจุบันเรียกเทอร์มินอลที่มีความสามารถเล่านี้ว่าโหนด(Node)ลักษณะการกระจายการทำงานแบบการกระจายศูนย์ (Distributed System) ซึ่งเป็นการกระจายภาระ และหน้าที่การทำงานไปโหนดบนเครือข่ายทั้งภายใน และภายนอกหน่วยงาน ซึ่งจะช่วยลดภาระการทำงาน ของโฮสต์ลงได้เป็นอย่างมาก
ปัจจุบันมีการใช้งานเครือข่ายระยะใกล้ หรือเรียกอีกอย่างว่าเครือข่ายท้องถิ่น (LAN หรือ Local Area Network) อย่างแพร่หลายในเกือบทุกหน่วยงาน จนเปรียบเสมือนปัจจัยในการทำงานของสำนักงานทั่ว ๆ ไป เช่นเดียวกับเครื่องพิมพ์ดีด หรือเครื่องถ่ายเอกสารบุคคลากรเกือบทุกคนในหน่วยงานจะมี เครื่องคอมพิวเตอร์อย่างน้อย 1 เครื่อง เพื่อใช้งานในด้านต่างๆ นอกจากนี้อาจจะมีการเชื่อมโยงกับเครื่องคอมพิวเตอร์ หรืออุปกรณ์ทางคอมพิวเตอร์กับระบบงานอื่น ภายในหน่วยงานเดียวกันภายในตึกเดียวกัน หรือภายในองค์กรเดียวกัน การเชื่อมโยงในลักษณะนี้เปรียบเสมือนการเชื่อมโยงประสานการทำงานของหน่วยงานหรือ องค์กรเข้าด้วยกัน ซึ่งเรียกการเชื่อมโยงลักษณะนี้ว่าเครือข่ายท้องถิ่น
สรุปแล้วเครือข่ายระยะใกล้ หรือเครือข่ายท้องถิ่น (LAN)เป็นรูปแบบการทำงานของระบบเครือข่ายแบบหนึ่ง ที่ช่วยให้เครื่องคอมพิวเตอร์ (Computer) เครื่องพิมพ์ (Printer) และอุปกรณ์ใช้งานทางคอมพิวเตอร์ต่าง ๆ สามารถเชื่อมโยงเอกสาร ส่งข้อมูลติดต่อใช้งานร่วมกันได้ การติดต่อสื่อสารของอุปกรณ์ จะอยู่ในบริเวณแคบ โดยทั่วไปมีระยะทางไม่เกิน 10 กิโลเมตร เช่น ภายในอาคารสำนักงานภายในคลังสินค้า โรงงาน หรือระหว่างตึกใกล้ ๆ เชื่อมโยงด้วย สายสื่อสารจึงทำให้มีความเร็วในการสื่อสารข้อมูลด้วยความเร็วสูงมาก และมีความผิดพลาดของข้อมูลต่ำ
2. MAN (Metropolitan Area Network)
ระบบเครือข่ายเมือง เป็นเน็ตเวิร์กที่จะต้องใช้โครงข่ายการสื่อสารขององค์การโทรศัพท์ หรือการสื่อสารแห่งประเทศไทย เป็นการติดต่อกันในเมือง เช่น เครื่องเวิร์กสเตชั่นอยู่ที่สุขุมวิท มีการติดต่อสื่อสารกับเครื่องเวิร์กสเตชั่นที่บางรัก
ระบบเครือข่ายเมือง เป็นเน็ตเวิร์กที่จะต้องใช้โครงข่ายการสื่อสารขององค์การโทรศัพท์ หรือการสื่อสารแห่งประเทศไทย เป็นการติดต่อกันในเมือง เช่น เครื่องเวิร์กสเตชั่นอยู่ที่สุขุมวิท มีการติดต่อสื่อสารกับเครื่องเวิร์กสเตชั่นที่บางรัก
3. WAN (Wide Area Network)
ระบบเครือข่ายกว้างไกล หรือเรียกได้ว่าเป็น World Wide ของระบบเน็ตเวิร์ก โดยจะเป็นการสื่อสารในระดับประเทศ ข้ามทวีปหรือทั่วโลก จะต้องใช้มีเดีย(Media) ในการสื่อสารขององค์การโทรศัพท์ หรือการสื่อสารแห่งประเทศไทย (คู่สายโทรศัพท์ dial-up / คู่สายเช่า Leased line / ISDN) (lntegrated Service Digital Network สามารถส่งได้ทั้งข้อมูล เสียง และภาพในเวลาเดียวกัน)ระบบเครือข่ายระยะไกล หรือ Wide Area Network เป็นระบบเครือข่ายที่ติดตั้งใช้งานอยู่ในบริเวณกว้าง โดยมีการส่งข้อมูลในลักษณะเป็นแพ็คเก็ต (Packet) ซึ่งต้องเดินทางจากเครื่องคอมพิวเตอร์ต้นทางไปสู่เครื่องคอมพิวเตอร์ปลายทาง แพ็กเก็ตนี้ถูกส่งจากเครื่องคอมพิวเตอร์หนึ่งไปยังเครื่องคอมพิวเตอร์อีกเครื่องหนึ่ง โดยมีสายสื่อสารหรืออุปกรณ์สื่อสารอื่นในการเชื่อมต่อถึงกันในลักษณะเป็นลูกโซ่ หรือเป็นทอดๆอาศัยเครื่องคอมพิวเตอร์ที่อยู่ระหว่างทางแต่ละตัวจะรับข้อความนั้นเก็บจำเอาไว้ และส่งต่อให้เครื่องคอมพิวเตอร์ถัดไปในเส้นทางที่สะดวก รูปแบบของเครือข่ายที่แตกต่างกันไปตามลักษณะของอัลกอริทึมสำหรับการคำนวณในการส่งแพ็คเก็ต โดยแบ่งออกได้เป็นสองประเภทใหญ่ๆคือ แบบดาตาแกรม (Datagram) และแบบเวอร์ชวลเซอร์กิต (Virtual Circuit)หรือแบบวงจรเสมือน ระบบดาตาแกรมพิจารณาแต่ละแพ็คเก็ตแยกออกจากกัน แพ็คเก็ตต่างๆของข้อความเดียวกันอาจถูกส่งไปในเส้นทางที่ต่างกันได้ขึ้นอยู่กับปริมาณข่าวสารในเครือข่ายในแต่ละขณะเวลาที่ผ่านไป และรวมถึงการเปลี่ยนแปลงลักษณะของเครือข่ายเนื่องจากเครื่องคอมพิวเตอร์บางตัว"เสีย"(คือไม่อาจร่วมในการส่งผ่านข่าวสารในเครือข่ายได้) ดังนั้นการจัดเส้นทางจึงทำอยู่ตลอดเวลาเพื่อปรับให้เข้ากับสภาวะเครือข่าย ข้อเสียของระบบเช่นนี้คือ แพ็คเก็ตอาจไปถึงจุดหมายโดยไม่ได้เรียงลำดับ(Out of Order) จึงต้องถูกจัดเรียงใหม่ก่อนที่จะส่งต่อให้ผู้รับปลายทาง เครือข่ายที่ใช้ระบบนี้รู้จักกันดีคือ อาร์พาเน็ต(ARPARNET)ย่อมาจาก (Advanced Research Projects Agency Network) ของสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นจุดกำเนิดแม่แบบเครือข่ายสากล หรืออินเตอร์เน็ตด้วย (Internet) ด้วยส่วนระบบเครือข่ายเวอร์ชวลเซอร์กิตใช้รหัสของต้นทางและปลายทางในแพ็คเก็ตแรก เพื่อจัดเส้นทางผ่านระบบเครือข่ายสำหรับข้อความที่ต้องการส่งในชุดนั้นทั้งหมด ข้อดีของวิธีนี้คือ ส่วนหัวสำหรับแพ็คเก็ตถัดๆไปมีขนาดลดลงได้เพราะแพ็คเก็ตหลังๆเพียงแต่ตามหลังแพ็คเก็ตหน้าไปจึงไม่จำเป็นต้องมีรหัสต้นทางปลายทางอีก และอัลกอริทึมสำหรับจัดเส้นทางนั้นจะทำกันเพียงครั้งเดียวต่อข้อความทั้งข้อความ แทนที่จะต้องคำนวณใหม่สำหรับทุกๆแพ็คเก็ต ข้อเสียสำหรับวิธีการนี้ คือ คอมพิวเตอร์ตามที่กำหนดเส้นทางขึ้นนั้นต้องเก็บข้อมูลเกี่ยวกับเส้นทางนี้ไว้จนกว่าแพ็คเก็ตสุดท้ายจะผ่านไปแล้ว ในกรณีนี้ต้องใช้ที่เก็บข้อมูลมากสำหรับทั้งเครือข่าย และก่อให้เกิดปัญหาใหญ่หากคอมพิวเตอร์เครื่องใดในเส้นทางเกิดเสีย และข้อเสียอีกประการ คือสมรรถนะของเครือข่ายไม่อาจเปลี่ยนแปลงตามสภาพการใช้งานได้ง่าย เพราะเส้นทางถูกกำหนดตายตัวตั้งแต่แพ็คเก็ตแรกหากสภาวะของเครือข่ายระหว่างที่มีการสื่อสารข้อมูลกันอยู่มีการเปลี่ยนแปลงไป แพ็กเก็ตหลังๆก็ไม่อาจเปลี่ยนแปลงหรือปรับเส้นทางในการสื่อสารที่เหมาะสมได้ ตัวอย่างของเครือข่ายแบบนี้คือ TRANSPAC ในฝรั่งเศสและ TYMNET ในสหรัฐอเมริกาหลังจากนั้นก็มีการพัฒนาระบบเครือข่ายขึ้นเรื่อยๆ จนในปัจจุบันประมาณการว่าเครื่องคอมพิวเตอร์ที่เชื่อมต่อกันในโลกของอินเตอร์เน็ตมีมากกว่า 30 ล้านเครื่องเลยทีเดียว โดยมีข้อกำหนดว่าทุกเครือข่ายที่เชื่อมต่อถึงกันจะต้องอยู่ภายใต้มาตรฐานของการเชื่อมต่อหรือโปรโตคอล ที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อใช้งานบนเครือข่ายแบบนี้โดยเฉพาะซึ่งเรียกว่า TCP/IP เหมือนกันหมดทุกเครื่องจากมาตรฐานการเชื่อมต่อแบบเดียวกันนี้จะมีผลทำให้เครือข่ายคอมพิวเตอร์ สามารถติดต่อสื่อสารกันได้ปัจจุบันมีจำนวนเครือข่ายคอมพิวเตอร์ที่เชื่อมต่อเข้ากับอินเตอร์เน็ตมากกว่า 5 หมื่นเครือข่าย และนับวันจะเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะที่เครื่องคอมพิวเตอร์กลางที่คอยให้บริการข้อมูลหรือเซิร์ฟเวอร์ที่ต่อเข้ากับอินเตอร์เน็ต 5 ล้านเครื่อง และยังประมาณกันว่าจะมีผู้ขอใช้อินเตอร์เน็ตต (ไคลเอนต์) ในเวลานี้มากกว่า 30 ล้านคน กระจายการใช้งานมากกว่า 84 ประเทศในทั่วทุกมุมโลก ด้วยการออกแบบที่ชาญฉลาดของผู้พัฒนาเครือข่าย โดยไม่มีข้อจำกัดทางฮาร์ดแวร์ เพียงแต่ใช้มาตรฐานการเชื่อมต่อแบบ TCP/IP เท่านั้น ทำให้อินเตอร์เน็ตสามารถเติบโตไปอย่างไม่มีขอบเขตและขีดจำกัดโดยไม่มีใครสามารถเข้ามาควบคุมการผูกขาดทางเทคโนโลยีซึ่งเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของเครือข่ายอินเตอร์เน็ตอินเตอร์เน็ตเปิดให้บริการเครือข่ายที่สามารถให้ผู้ใช้เข้าถึงข้อมูล ด้วยรูปแบบการนำเสนอข้อมูลที่เป็นแบบมัลติมีเดียซึ่งประกอบไปด้วยภาพกราฟิก เสียง ข้อมูล และสัญญาณวิดีโอที่ชื่อว่า World Wide Web ที่ทำให้การค้นหาข้อมูลบนอินเตอร์เน็ตมีความง่ายและสะดวกต่อการใช้งานมากนอกนั้นอินเตอร์เน็ตยังกลายเป็นเครือข่ายที่เปิดกว้างสำหรับทุกๆเรื่อง ตั้งแต่การแสดงออกทางความคิดเห็นจนถึงการสร้างโอกาสทางธุรกิจสำหรับผลิตภัณฑ์และบริการใหม่ๆอย่างไร้ข้อจำกัด โดยไม่มีใครได้เปรียบเสียเปรียบใครในโลกอภิมหาเครือข่าย
ระบบเครือข่ายกว้างไกล หรือเรียกได้ว่าเป็น World Wide ของระบบเน็ตเวิร์ก โดยจะเป็นการสื่อสารในระดับประเทศ ข้ามทวีปหรือทั่วโลก จะต้องใช้มีเดีย(Media) ในการสื่อสารขององค์การโทรศัพท์ หรือการสื่อสารแห่งประเทศไทย (คู่สายโทรศัพท์ dial-up / คู่สายเช่า Leased line / ISDN) (lntegrated Service Digital Network สามารถส่งได้ทั้งข้อมูล เสียง และภาพในเวลาเดียวกัน)ระบบเครือข่ายระยะไกล หรือ Wide Area Network เป็นระบบเครือข่ายที่ติดตั้งใช้งานอยู่ในบริเวณกว้าง โดยมีการส่งข้อมูลในลักษณะเป็นแพ็คเก็ต (Packet) ซึ่งต้องเดินทางจากเครื่องคอมพิวเตอร์ต้นทางไปสู่เครื่องคอมพิวเตอร์ปลายทาง แพ็กเก็ตนี้ถูกส่งจากเครื่องคอมพิวเตอร์หนึ่งไปยังเครื่องคอมพิวเตอร์อีกเครื่องหนึ่ง โดยมีสายสื่อสารหรืออุปกรณ์สื่อสารอื่นในการเชื่อมต่อถึงกันในลักษณะเป็นลูกโซ่ หรือเป็นทอดๆอาศัยเครื่องคอมพิวเตอร์ที่อยู่ระหว่างทางแต่ละตัวจะรับข้อความนั้นเก็บจำเอาไว้ และส่งต่อให้เครื่องคอมพิวเตอร์ถัดไปในเส้นทางที่สะดวก รูปแบบของเครือข่ายที่แตกต่างกันไปตามลักษณะของอัลกอริทึมสำหรับการคำนวณในการส่งแพ็คเก็ต โดยแบ่งออกได้เป็นสองประเภทใหญ่ๆคือ แบบดาตาแกรม (Datagram) และแบบเวอร์ชวลเซอร์กิต (Virtual Circuit)หรือแบบวงจรเสมือน ระบบดาตาแกรมพิจารณาแต่ละแพ็คเก็ตแยกออกจากกัน แพ็คเก็ตต่างๆของข้อความเดียวกันอาจถูกส่งไปในเส้นทางที่ต่างกันได้ขึ้นอยู่กับปริมาณข่าวสารในเครือข่ายในแต่ละขณะเวลาที่ผ่านไป และรวมถึงการเปลี่ยนแปลงลักษณะของเครือข่ายเนื่องจากเครื่องคอมพิวเตอร์บางตัว"เสีย"(คือไม่อาจร่วมในการส่งผ่านข่าวสารในเครือข่ายได้) ดังนั้นการจัดเส้นทางจึงทำอยู่ตลอดเวลาเพื่อปรับให้เข้ากับสภาวะเครือข่าย ข้อเสียของระบบเช่นนี้คือ แพ็คเก็ตอาจไปถึงจุดหมายโดยไม่ได้เรียงลำดับ(Out of Order) จึงต้องถูกจัดเรียงใหม่ก่อนที่จะส่งต่อให้ผู้รับปลายทาง เครือข่ายที่ใช้ระบบนี้รู้จักกันดีคือ อาร์พาเน็ต(ARPARNET)ย่อมาจาก (Advanced Research Projects Agency Network) ของสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นจุดกำเนิดแม่แบบเครือข่ายสากล หรืออินเตอร์เน็ตด้วย (Internet) ด้วยส่วนระบบเครือข่ายเวอร์ชวลเซอร์กิตใช้รหัสของต้นทางและปลายทางในแพ็คเก็ตแรก เพื่อจัดเส้นทางผ่านระบบเครือข่ายสำหรับข้อความที่ต้องการส่งในชุดนั้นทั้งหมด ข้อดีของวิธีนี้คือ ส่วนหัวสำหรับแพ็คเก็ตถัดๆไปมีขนาดลดลงได้เพราะแพ็คเก็ตหลังๆเพียงแต่ตามหลังแพ็คเก็ตหน้าไปจึงไม่จำเป็นต้องมีรหัสต้นทางปลายทางอีก และอัลกอริทึมสำหรับจัดเส้นทางนั้นจะทำกันเพียงครั้งเดียวต่อข้อความทั้งข้อความ แทนที่จะต้องคำนวณใหม่สำหรับทุกๆแพ็คเก็ต ข้อเสียสำหรับวิธีการนี้ คือ คอมพิวเตอร์ตามที่กำหนดเส้นทางขึ้นนั้นต้องเก็บข้อมูลเกี่ยวกับเส้นทางนี้ไว้จนกว่าแพ็คเก็ตสุดท้ายจะผ่านไปแล้ว ในกรณีนี้ต้องใช้ที่เก็บข้อมูลมากสำหรับทั้งเครือข่าย และก่อให้เกิดปัญหาใหญ่หากคอมพิวเตอร์เครื่องใดในเส้นทางเกิดเสีย และข้อเสียอีกประการ คือสมรรถนะของเครือข่ายไม่อาจเปลี่ยนแปลงตามสภาพการใช้งานได้ง่าย เพราะเส้นทางถูกกำหนดตายตัวตั้งแต่แพ็คเก็ตแรกหากสภาวะของเครือข่ายระหว่างที่มีการสื่อสารข้อมูลกันอยู่มีการเปลี่ยนแปลงไป แพ็กเก็ตหลังๆก็ไม่อาจเปลี่ยนแปลงหรือปรับเส้นทางในการสื่อสารที่เหมาะสมได้ ตัวอย่างของเครือข่ายแบบนี้คือ TRANSPAC ในฝรั่งเศสและ TYMNET ในสหรัฐอเมริกาหลังจากนั้นก็มีการพัฒนาระบบเครือข่ายขึ้นเรื่อยๆ จนในปัจจุบันประมาณการว่าเครื่องคอมพิวเตอร์ที่เชื่อมต่อกันในโลกของอินเตอร์เน็ตมีมากกว่า 30 ล้านเครื่องเลยทีเดียว โดยมีข้อกำหนดว่าทุกเครือข่ายที่เชื่อมต่อถึงกันจะต้องอยู่ภายใต้มาตรฐานของการเชื่อมต่อหรือโปรโตคอล ที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อใช้งานบนเครือข่ายแบบนี้โดยเฉพาะซึ่งเรียกว่า TCP/IP เหมือนกันหมดทุกเครื่องจากมาตรฐานการเชื่อมต่อแบบเดียวกันนี้จะมีผลทำให้เครือข่ายคอมพิวเตอร์ สามารถติดต่อสื่อสารกันได้ปัจจุบันมีจำนวนเครือข่ายคอมพิวเตอร์ที่เชื่อมต่อเข้ากับอินเตอร์เน็ตมากกว่า 5 หมื่นเครือข่าย และนับวันจะเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะที่เครื่องคอมพิวเตอร์กลางที่คอยให้บริการข้อมูลหรือเซิร์ฟเวอร์ที่ต่อเข้ากับอินเตอร์เน็ต 5 ล้านเครื่อง และยังประมาณกันว่าจะมีผู้ขอใช้อินเตอร์เน็ตต (ไคลเอนต์) ในเวลานี้มากกว่า 30 ล้านคน กระจายการใช้งานมากกว่า 84 ประเทศในทั่วทุกมุมโลก ด้วยการออกแบบที่ชาญฉลาดของผู้พัฒนาเครือข่าย โดยไม่มีข้อจำกัดทางฮาร์ดแวร์ เพียงแต่ใช้มาตรฐานการเชื่อมต่อแบบ TCP/IP เท่านั้น ทำให้อินเตอร์เน็ตสามารถเติบโตไปอย่างไม่มีขอบเขตและขีดจำกัดโดยไม่มีใครสามารถเข้ามาควบคุมการผูกขาดทางเทคโนโลยีซึ่งเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของเครือข่ายอินเตอร์เน็ตอินเตอร์เน็ตเปิดให้บริการเครือข่ายที่สามารถให้ผู้ใช้เข้าถึงข้อมูล ด้วยรูปแบบการนำเสนอข้อมูลที่เป็นแบบมัลติมีเดียซึ่งประกอบไปด้วยภาพกราฟิก เสียง ข้อมูล และสัญญาณวิดีโอที่ชื่อว่า World Wide Web ที่ทำให้การค้นหาข้อมูลบนอินเตอร์เน็ตมีความง่ายและสะดวกต่อการใช้งานมากนอกนั้นอินเตอร์เน็ตยังกลายเป็นเครือข่ายที่เปิดกว้างสำหรับทุกๆเรื่อง ตั้งแต่การแสดงออกทางความคิดเห็นจนถึงการสร้างโอกาสทางธุรกิจสำหรับผลิตภัณฑ์และบริการใหม่ๆอย่างไร้ข้อจำกัด โดยไม่มีใครได้เปรียบเสียเปรียบใครในโลกอภิมหาเครือข่าย
ที่มา:e-Learning
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น